วันลอยกระทง
ด.ญ. ทอปัด กมลพนัส นักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทายาลัย ห้องม. ๒/๑๒ เลขที่ ๑๓ ได้เข้าร่วมงานวันลอยกระทง
ในวันที่ ๒๕ พฤษจิกายน ๒๕๕๘ แล้ว
"ยี่บห้าพฤษจิกา เร่กันมางานวันนี้
ชวนญาติเพื่อนน้องพี่ มางานนามลอยกระทง
กราไหว้แม่คงคา เลี้ยงชีวาให้มั่นคง
กราไหว้แม่คงคา เลี้ยงชีวาให้มั่นคง
ปัดออกสิ่งผิดหลง ร่วมขอโทดและขอบคุณ"
วันลอยกระทง มักจะอยู่ในช่วงเดือน
๑๒ ของทุกปี โดยน้ำจะมีระดับสูงขึ้นและอากาศจะเย็นลง ลอยกระทงคือประเพณีที่สืบทอดมาช้านาน
แต่ละคนมีจุดประสงค์ในงานนี้ที่แตกต่างกัน
แต่จุดประสงค์หลักๆนั้นคือการขอขมาพระแม่คงคาที่อำนวยความสะดวกให้มนุษย์มานานนับพันๆปี
ประวัติความเป็นมา
ประเพณีลอยกระทงได้เข้ามาในเมืองไทยมาประมาณปี พ.ศ. ๑๘๐๐ ในสมัยสุโขทัย โดยรับมาจากอินเดียเข้ามาปฏิบัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเดิมเห็นจะเป็นพิธีเพื่อบูชาเทพเจ้าทั้งสามองค์คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม แต่ต่อมาได้ถือตามแนวพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น มีการลอยโคมเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทและอื่นๆอีกมากมาย ตามตำนานบางเล่มกล่าวไว้ว่า นางนพมาศ หรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระสนมเอกในพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย เป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์กระทงสำหรับลอยประทีปเป็นรูปดอกบัวบานขึ้น ซึ่งคนทั่วไปนิยมทำตามสืบต่อมา นางนพมาศยังได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งว่า "แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอย เป็นรูปดอกบัวอุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมฆทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน" นอกจากนั้นในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ยังได้กล่าวถึง งานเผาเทียน เล่นไฟ ของกรุงสุโขทัยไว้ด้วยว่า เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้ผู้รู้ทั้งหลายสันนิษฐานต้องตรงกันว่า งานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน
เหตุผลหลักในการลอยกระทง
๑.
เพื่อที่จะขอขมาพระแม่คงคาที่ได้อำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์มาช้านาน
๒.
เพื่อสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานทีซึ่งประพุทธเจ้าทรงประทับรอยพระบาท
๓. เพื่อลอยทุกข์โศกโรคภัย และสิ่งไม่ดี ออกไปจากตัว
๔.เพื่อบูชาพระอุปคุตชาวไทย ตามตำนานเล่าว่าเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มากสามารถปราบพญามารได้
ลอยกระทงในแต่ละท้องถิ่น
การลอยกระทงนั้นถือเป็นพิธีที่สำคัญสำรับคนไทยมากจึงมีจัดกันทั่วสารทิศ
แต่ละท้องถิ่นก็จะมีความโดดเด่นที่เกิดจากทั้งความเชื่อและวัฒนธรรมในท้องถิ่นนั้นๆผสมผสานอย่างไม่แพ้กัน
ภาคเหนือ ส่วนใหญ่คนชาวเหนือนั้นจะนิยมทำโคมลอย หรือเรียกอีกชื่อว่า "ว่าวฮม" หรือ "ว่าวควัน" มักทำจากผ้าบางๆตั้งเป็นโครงติดกระดาษสาทาน้ำมัน
ข้างในใส่เทียนหรือเชื้อเพลิงแล้วจุด ทำให้โคมค่อยๆลอยขึ้นไปบนฟ้า ชาวเหนือเรียกประเพณีนี้ว่า
ยี่เป็ง โคมลอยนั้นเมื่ออยู่บนฟ้าเป็นร้อยๆอันจะแลดูสวยแต่มันเป็นปัญหาสำคัญในการขับเคลื่อนเครื่องบินและยานพาหนะที่เดินทางบนอากาศอย่างมาก
ปัจจุบันจึงมีการสั่งห้ามลอยโคมเพื่อความปลอดภัยของผู้เดินทาง
ภาคอีสาน ลอยกระทงในภาคอีสานนั้นมักจะถูกเรียกว่า
สิบสองเพ็ง หรือ "เทศกาลไฟ"สิบสองเพ็งมีความหมายว่าวันเพ็ญเดือนสิสองซึ่งมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด
และยังมีอีกหนึ่งประเพณีที่มักจะจัดในงานวันลอยกระทงนั้นคือ ประเพณีบุญบั้งไฟ เพื่อที่จะขอฝนนั้นเอง
ภาคกลาง มีการจัดในทุกภาคส่วน
ภาคใต้ มีการจัดงานที่ยิ่งใหญ่และแตกต่างกันไปจังหวัดละแบบ

เพลงวันลอยกระทง
เนื่องจากเป็นเทศกาลที่รื่นเริงจึงมีเพลงประกอบประเพณี
ชื่อว่า "รำวงลอยกระทง" เพลงนี้ถูกแต่งโดยครูแก้ว อัจฉริยกุล
ผู้ให้ทำนองคือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน แห่งสุนทราภรณ์ ท่านนั่งแต่งเพลงนี้ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ในระยะเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงจึงเกิดเป็นเพลงรำวงลอยกระทงที่ติดหูกันมาทุกวันนี้
มีเนื้อร้องว่า
"วันเพ็ญเดือนสิบสอง
น้ำนองเต็มตลิ่ง
เราทั้งหลายชายหญิง
สนุกกันจริง วันลอยกระทง
ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง
ลอยกระทงกันแล้ว
ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง
รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง
บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ"
กิจกรรมที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน
๑. การทำความสะอาดแม่น้ำ ลำคลอง เช่น ขุด ลอก คูคลอง
๒. การทำบุญให้ทาน
๓. การปฏิบัติธรรม การฟังเทศน์
๔. การประดิษฐ์กระทง
๕. การจัดกิจกรรมการประกวดต่าง ๆ เช่น การประกวด กระทง การประกวดนางนพมาศ
ประกวดโคมลอย
๖. การจัดขบวนแห่กระทง
๗. การนำกระทงไปลอยในแม่น้ำ
๘. การปล่อยโคมลอย
๙. การจุดดอกไม้ไฟ ประทัด หรือพลุ เพื่อเป็นการ เฉลิมฉลอง
๑๐. การละเล่นรื่นเริง ตามท้องถิ่นนั้น ๆ



ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Google
Chrome
ลิ้งข้อมูลและภาพประกอบ :http://www.enjoythailandtravel.com/wpcontent/uploads/2014/11/oncam_oct_55.jpg









ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น