วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558


วันลอยกระทง



ด.ญ. ทอปัด กมลพนัส นักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทายาลัย ห้องม. ๒/๑๒ เลขที่ ๑๓ ได้เข้าร่วมงานวันลอยกระทง ในวันที่ ๒๕ พฤษจิกายน ๒๕๕๘ แล้ว

   "ยี่บห้าพฤษจิกา          เร่กันมางานวันนี้        
ชวนญาติเพื่อนน้องพี่        มางานนามลอยกระทง
กราไหว้แม่คงคา        เลี้ยงชีวาให้มั่นคง
 ปัดออกสิ่งผิดหลง             ร่วมขอโทดและขอบคุณ"


วันลอยกระทง มักจะอยู่ในช่วงเดือน ๑๒ ของทุกปี โดยน้ำจะมีระดับสูงขึ้นและอากาศจะเย็นลง ลอยกระทงคือประเพณีที่สืบทอดมาช้านาน แต่ละคนมีจุดประสงค์ในงานนี้ที่แตกต่างกัน แต่จุดประสงค์หลักๆนั้นคือการขอขมาพระแม่คงคาที่อำนวยความสะดวกให้มนุษย์มานานนับพันๆปี






 ประวัติความเป็นมา

ประเพณีลอยกระทงได้เข้ามาในเมืองไทยมาประมาณปี พ.. ๑๘๐๐ ในสมัยสุโขทัย โดยรับมาจากอินเดียเข้ามาปฏิบัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเดิมเห็นจะเป็นพิธีเพื่อบูชาเทพเจ้าทั้งสามองค์คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม แต่ต่อมาได้ถือตามแนวพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น มีการลอยโคมเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทและอื่นๆอีกมากมาย ตามตำนานบางเล่มกล่าวไว้ว่า นางนพมาศ หรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระสนมเอกในพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย เป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์กระทงสำหรับลอยประทีปเป็นรูปดอกบัวบานขึ้น ซึ่งคนทั่วไปนิยมทำตามสืบต่อมา นางนพมาศยังได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งว่า "แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอย เป็นรูปดอกบัวอุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมฆทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน" นอกจากนั้นในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ยังได้กล่าวถึง งานเผาเทียน เล่นไฟ ของกรุงสุโขทัยไว้ด้วยว่า เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้ผู้รู้ทั้งหลายสันนิษฐานต้องตรงกันว่า งานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน

เหตุผลหลักในการลอยกระทง

๑. เพื่อที่จะขอขมาพระแม่คงคาที่ได้อำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์มาช้านาน
๒. เพื่อสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานทีซึ่งประพุทธเจ้าทรงประทับรอยพระบาท
๓. เพื่อลอยทุกข์โศกโรคภัย และสิ่งไม่ดี ออกไปจากตัว
๔.เพื่อบูชาพระอุปคุตชาวไทย ตามตำนานเล่าว่าเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มากสามารถปราบพญามารได้

ลอยกระทงในแต่ละท้องถิ่น
การลอยกระทงนั้นถือเป็นพิธีที่สำคัญสำรับคนไทยมากจึงมีจัดกันทั่วสารทิศ แต่ละท้องถิ่นก็จะมีความโดดเด่นที่เกิดจากทั้งความเชื่อและวัฒนธรรมในท้องถิ่นนั้นๆผสมผสานอย่างไม่แพ้กัน
ภาคเหนือ ส่วนใหญ่คนชาวเหนือนั้นจะนิยมทำโคมลอย หรือเรียกอีกชื่อว่า "ว่าวฮม" หรือ "ว่าวควัน"  มักทำจากผ้าบางๆตั้งเป็นโครงติดกระดาษสาทาน้ำมัน ข้างในใส่เทียนหรือเชื้อเพลิงแล้วจุด ทำให้โคมค่อยๆลอยขึ้นไปบนฟ้า ชาวเหนือเรียกประเพณีนี้ว่า ยี่เป็ง โคมลอยนั้นเมื่ออยู่บนฟ้าเป็นร้อยๆอันจะแลดูสวยแต่มันเป็นปัญหาสำคัญในการขับเคลื่อนเครื่องบินและยานพาหนะที่เดินทางบนอากาศอย่างมาก ปัจจุบันจึงมีการสั่งห้ามลอยโคมเพื่อความปลอดภัยของผู้เดินทาง








ภาคอีสาน ลอยกระทงในภาคอีสานนั้นมักจะถูกเรียกว่า สิบสองเพ็ง หรือ "เทศกาลไฟ"สิบสองเพ็งมีความหมายว่าวันเพ็ญเดือนสิสองซึ่งมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด และยังมีอีกหนึ่งประเพณีที่มักจะจัดในงานวันลอยกระทงนั้นคือ ประเพณีบุญบั้งไฟ เพื่อที่จะขอฝนนั้นเอง







ภาคกลาง มีการจัดในทุกภาคส่วน


ภาคใต้ มีการจัดงานที่ยิ่งใหญ่และแตกต่างกันไปจังหวัดละแบบ


เพลงวันลอยกระทง
เนื่องจากเป็นเทศกาลที่รื่นเริงจึงมีเพลงประกอบประเพณี ชื่อว่า "รำวงลอยกระทง" เพลงนี้ถูกแต่งโดยครูแก้ว อัจฉริยกุล ผู้ให้ทำนองคือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน แห่งสุนทราภรณ์ ท่านนั่งแต่งเพลงนี้ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในระยะเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงจึงเกิดเป็นเพลงรำวงลอยกระทงที่ติดหูกันมาทุกวันนี้ มีเนื้อร้องว่า
"วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง
เราทั้งหลายชายหญิง
สนุกกันจริง วันลอยกระทง
ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง
ลอยกระทงกันแล้ว
ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง
รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง
บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ"


กิจกรรมที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน
. การทำความสะอาดแม่น้ำ ลำคลอง เช่น ขุด ลอก คูคลอง
. การทำบุญให้ทาน
. การปฏิบัติธรรม การฟังเทศน์
. การประดิษฐ์กระทง
. การจัดกิจกรรมการประกวดต่าง ๆ เช่น การประกวด กระทง การประกวดนางนพมาศ ประกวดโคมลอย
. การจัดขบวนแห่กระทง
. การนำกระทงไปลอยในแม่น้ำ
. การปล่อยโคมลอย
. การจุดดอกไม้ไฟ ประทัด หรือพลุ เพื่อเป็นการ เฉลิมฉลอง
๑๐. การละเล่นรื่นเริง ตามท้องถิ่นนั้น ๆ




ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Google Chrome
ลิ้งข้อมูลและภาพประกอบ :http://www.enjoythailandtravel.com/wpcontent/uploads/2014/11/oncam_oct_55.jpg

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น