วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วันพ่อ

๑. กอดพ่อ



๒. หอมพ่อ


๓. กราบพ่อ

สำหรับฉัน ฉันประทับใจพ่อมากมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ ท่านจะคอยสั่งคอยสอนบางทีอาจมีดุมีตีหรือ่านอาจจะโมโหและว่าเรา แต่ตอนโตมาเราก็ได้รู้ว่าที่ท่านทำไปนั้นเพราะรักแท้ๆ มันเป็นเรื่องจริงที่ว่าพ่อและแม่ดุเพื่อที่เราจะได้เป็นคนดี พ่อของฉันสอนก็จริงแต่ท่านไม่ได้สอยด้วยตัวเองหรอกนะ ท่านพูดแล้วให้เราเรียนรู้เองซะมากกว่า อย่างตอนฉันเด็กๆเวลาร้องไห้ ท่านก็บอกง ร้องไปเลยถ้าทำให้อะไรมันขึ้น ฉันก็คิดได้ว่าร้องไห้นั้นมันไม่มีประโยชน์แล้วฉันก็ได้เรียนรู้ว่าให้แก้ปัญหาไม่ใช่นั่งีร้องไห้ พ่อเป็นคนตลกและเฮฮา แต่ตอนจริงจังก็จะจริงจังมาก พ่อเป็นคนเก่ง เวลาที่ฉันไม่เข้าใจเรื่องบทเรียน ฉันก็จะขอให้ท่านอธิบายอยู่เรื่อย เนื่องจากฉันเป็นคนที่หัวไม่ค่อยดี ทำให้ท่านต้องอธิบายอยู่หลายๆรอบ แต่ท่านก็ไม่มีท่าทีที่จะเหนื่อยเลย วันพ่อปีนี้ฉันเลยอยากบอกว่าขอบคุณท่านที่เลี้ยงดูเรามาจนถึงตอนนี้ และขอโทดที่ทำให้ท่านเหนื่อยในวันที่ดื้อและไม่ฟังบ้าง ลูกอาจจะไม่ใช่ลูกที่ดีที่สุด แต่ลูกคนนี้อยากจะบอกกับพ่อว่า รักพ่อมากนะ...

ไม่ใช่บทความที่ดีที่สุด...แต่คั้นมาจากใจจริงของลูก



ขอขอบคุณภาพจาก : Google chrome


 


จัดทำโดย ด.ญ.ทอปัด กมลพนัส ม.๒/๑๒ เลขที่ ๑๓

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

รายงาน พระบรมราโชวาท

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


คนเราอยู่คนเดียวไม่ได้ จะต้องอยู่เป็นหมู่คณะ และถ้าหมู่คณะนั้นมีความสามัคคี คือเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือในทุกเมื่อ ช่วยกันคิดว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่สมควร สิ่งใดที่จะทำให้นำมาสู่ความเจริญความมั่นคง ความสุขก็ทำ สิ่งใดที่นำมาซึ่งหายนะหรือเสียหายก็เว้น และช่วยกันปฏิบัติทั้งหน้าที่ทางกายทั้งหน้าที่ทางใจ”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้าน จังหวัดสระบุรี
๑๖ เมษายน ๒๕๑๙





บทความนี้หมายถึงว่าการที่เราจะอยู่รอดในตัวคนเดียวนั้นในสังคมไทยนั้นมันยากที่จะเป็นไปได้ ฉะนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องอยู่กันเยอะๆ มีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันได้ และถ้ากลุ่มที่เราอยู่ด้วยนั้นมีความสามัคคีเช่นการทำงานร่วมกันก็จะช่วยกันทุกคน การเห็นอกใจ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทุกเมื่อเมื่อพบเจอปัญหา และพิจารณาว่าสิ่งไหนที่ดีและที่ควรทำ ชักชวนและส่งเสริมกลุ่มของเราไปในทางด้านนั้น เพื่อที่จะได้พบกับความสุขความเจริญกันทั้งหมด แต่สิ่งไหนที่พิจารณาแล้วว่าไม่ควร ถ้าหากทำแล้วจะเกิดอันตรายหรือไม่เป็นที่มาใจทางสังคม ก็ให้ช่วยกันตักเตือนว่าอย่าทำ และนอกจากนี้ก็ให้ช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ทางกายก็คือสิ่งที่ต้องทำโดยใช้ร่างกายเป็นหลัก และการปฏิบัติหน้าที่ทางใจให้ถูกต้อง



หลักสอนของพระเจ้าอยู่หัวบทนี้ข้าพเจ้าขอนำไปปรับในการเลือกที่จะทำสิ่งต่างๆ จะพิจารณาว่าควรหรือไม่ ถ้าควรก็จะช่วยกันปฏิบัติเพื่อความสุขสบาย แต่ถ้าเห็นว่าไม่ควรก็จะช่วยกันตักเตือนภายในกลุ่มเพื่อที่จะไม่มีการประพฤติเช่นนั้น


คำสอนนี้ข้าพเจ้าขอมอบให้ ด.. จินต์จุฑา โศภิษฐพันธ์


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Google Chrome

ลิ้งข้อมูลและภาพ : https://www.youtube.com/watch?v=YdfcCkK0zOY


รายงานนี้ทำโดย

..ทอปัด กมลพนัส ม.1/12 เลขที่ 13

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558


วันลอยกระทง



ด.ญ. ทอปัด กมลพนัส นักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทายาลัย ห้องม. ๒/๑๒ เลขที่ ๑๓ ได้เข้าร่วมงานวันลอยกระทง ในวันที่ ๒๕ พฤษจิกายน ๒๕๕๘ แล้ว

   "ยี่บห้าพฤษจิกา          เร่กันมางานวันนี้        
ชวนญาติเพื่อนน้องพี่        มางานนามลอยกระทง
กราไหว้แม่คงคา        เลี้ยงชีวาให้มั่นคง
 ปัดออกสิ่งผิดหลง             ร่วมขอโทดและขอบคุณ"


วันลอยกระทง มักจะอยู่ในช่วงเดือน ๑๒ ของทุกปี โดยน้ำจะมีระดับสูงขึ้นและอากาศจะเย็นลง ลอยกระทงคือประเพณีที่สืบทอดมาช้านาน แต่ละคนมีจุดประสงค์ในงานนี้ที่แตกต่างกัน แต่จุดประสงค์หลักๆนั้นคือการขอขมาพระแม่คงคาที่อำนวยความสะดวกให้มนุษย์มานานนับพันๆปี






 ประวัติความเป็นมา

ประเพณีลอยกระทงได้เข้ามาในเมืองไทยมาประมาณปี พ.. ๑๘๐๐ ในสมัยสุโขทัย โดยรับมาจากอินเดียเข้ามาปฏิบัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเดิมเห็นจะเป็นพิธีเพื่อบูชาเทพเจ้าทั้งสามองค์คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม แต่ต่อมาได้ถือตามแนวพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น มีการลอยโคมเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทและอื่นๆอีกมากมาย ตามตำนานบางเล่มกล่าวไว้ว่า นางนพมาศ หรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระสนมเอกในพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย เป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์กระทงสำหรับลอยประทีปเป็นรูปดอกบัวบานขึ้น ซึ่งคนทั่วไปนิยมทำตามสืบต่อมา นางนพมาศยังได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งว่า "แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอย เป็นรูปดอกบัวอุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมฆทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน" นอกจากนั้นในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ยังได้กล่าวถึง งานเผาเทียน เล่นไฟ ของกรุงสุโขทัยไว้ด้วยว่า เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้ผู้รู้ทั้งหลายสันนิษฐานต้องตรงกันว่า งานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน

เหตุผลหลักในการลอยกระทง

๑. เพื่อที่จะขอขมาพระแม่คงคาที่ได้อำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์มาช้านาน
๒. เพื่อสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานทีซึ่งประพุทธเจ้าทรงประทับรอยพระบาท
๓. เพื่อลอยทุกข์โศกโรคภัย และสิ่งไม่ดี ออกไปจากตัว
๔.เพื่อบูชาพระอุปคุตชาวไทย ตามตำนานเล่าว่าเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มากสามารถปราบพญามารได้

ลอยกระทงในแต่ละท้องถิ่น
การลอยกระทงนั้นถือเป็นพิธีที่สำคัญสำรับคนไทยมากจึงมีจัดกันทั่วสารทิศ แต่ละท้องถิ่นก็จะมีความโดดเด่นที่เกิดจากทั้งความเชื่อและวัฒนธรรมในท้องถิ่นนั้นๆผสมผสานอย่างไม่แพ้กัน
ภาคเหนือ ส่วนใหญ่คนชาวเหนือนั้นจะนิยมทำโคมลอย หรือเรียกอีกชื่อว่า "ว่าวฮม" หรือ "ว่าวควัน"  มักทำจากผ้าบางๆตั้งเป็นโครงติดกระดาษสาทาน้ำมัน ข้างในใส่เทียนหรือเชื้อเพลิงแล้วจุด ทำให้โคมค่อยๆลอยขึ้นไปบนฟ้า ชาวเหนือเรียกประเพณีนี้ว่า ยี่เป็ง โคมลอยนั้นเมื่ออยู่บนฟ้าเป็นร้อยๆอันจะแลดูสวยแต่มันเป็นปัญหาสำคัญในการขับเคลื่อนเครื่องบินและยานพาหนะที่เดินทางบนอากาศอย่างมาก ปัจจุบันจึงมีการสั่งห้ามลอยโคมเพื่อความปลอดภัยของผู้เดินทาง








ภาคอีสาน ลอยกระทงในภาคอีสานนั้นมักจะถูกเรียกว่า สิบสองเพ็ง หรือ "เทศกาลไฟ"สิบสองเพ็งมีความหมายว่าวันเพ็ญเดือนสิสองซึ่งมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด และยังมีอีกหนึ่งประเพณีที่มักจะจัดในงานวันลอยกระทงนั้นคือ ประเพณีบุญบั้งไฟ เพื่อที่จะขอฝนนั้นเอง







ภาคกลาง มีการจัดในทุกภาคส่วน


ภาคใต้ มีการจัดงานที่ยิ่งใหญ่และแตกต่างกันไปจังหวัดละแบบ


เพลงวันลอยกระทง
เนื่องจากเป็นเทศกาลที่รื่นเริงจึงมีเพลงประกอบประเพณี ชื่อว่า "รำวงลอยกระทง" เพลงนี้ถูกแต่งโดยครูแก้ว อัจฉริยกุล ผู้ให้ทำนองคือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน แห่งสุนทราภรณ์ ท่านนั่งแต่งเพลงนี้ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในระยะเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงจึงเกิดเป็นเพลงรำวงลอยกระทงที่ติดหูกันมาทุกวันนี้ มีเนื้อร้องว่า
"วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง
เราทั้งหลายชายหญิง
สนุกกันจริง วันลอยกระทง
ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง
ลอยกระทงกันแล้ว
ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง
รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง
บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ"


กิจกรรมที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน
. การทำความสะอาดแม่น้ำ ลำคลอง เช่น ขุด ลอก คูคลอง
. การทำบุญให้ทาน
. การปฏิบัติธรรม การฟังเทศน์
. การประดิษฐ์กระทง
. การจัดกิจกรรมการประกวดต่าง ๆ เช่น การประกวด กระทง การประกวดนางนพมาศ ประกวดโคมลอย
. การจัดขบวนแห่กระทง
. การนำกระทงไปลอยในแม่น้ำ
. การปล่อยโคมลอย
. การจุดดอกไม้ไฟ ประทัด หรือพลุ เพื่อเป็นการ เฉลิมฉลอง
๑๐. การละเล่นรื่นเริง ตามท้องถิ่นนั้น ๆ




ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Google Chrome
ลิ้งข้อมูลและภาพประกอบ :http://www.enjoythailandtravel.com/wpcontent/uploads/2014/11/oncam_oct_55.jpg